จังหวะนี้ RMF / LTF ยังน่าลงทุนไหม ?

เวลามีข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ ทางการเงิน ถาโถมเข้ามาในตลาดหุ้น แล้วเราได้ยินข่าวว่า ตลาดหุ้นตก ติดลบหลายสิบจุด นักลงทุนแห่เทขาย เม่าตายเป็นเบือ ฯลฯ ถ้าเราไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นแบบจริงจัง ก็คงไม่ได้กังวลอะไร และ คิดว่าตัวเองก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการที่หุ้นขึ้น หรือ หุ้นตก ก็เป็นเพียงแค่ข่าวๆ หนึ่งเท่านั้น

 

อันที่จริงเราบางคนก็ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่นะ ซึ่งมีทั้ง ลงทุนทางตรงและทางอ้อม

  • ลงทุนทางตรง โดยการเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์เพื่อซื้อหุ้นเพื่อลงทุน/เก็งกำไร
  • ลงทุนทางอ้อม โดยการ ซื้อกองทุน RMF / LTF เพื่อลดภาษี

 

สำหรับพวกเราที่มีรายได้ต้องเสียภาษีและเห็นความสำคัญของการลงทุนกองทุน  RMF / LTF เพื่อใช้ลดภาษี การที่เราเลือกนโยบายการลงทุนของกองทุน RMF / LTF ให้เหมาะกับตัวเราตั้งแต่แรกก็เป็นวิธีหนึ่งที่จำกัดความเสี่ยงการลงทุนของเราได้เป็นอย่างดี

 

slide2

กองทุน RMF ซึ่งเป็นกองทุนที่มีเงื่อนไขต้องลงทุนถือยาวไปจนอายุครบ 55 ปี

กองทุน RMF เปิดกว้างการลงทุนสำหรับทุกความเสี่ยง คือ มีทั้งเสี่ยงต่ำมากอย่างกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล ไปจนเสี่ยงสูงมากอย่าง กองทุนทองคำ กองทุนน้ำมัน

สิ่งที่เราเลือกได้ คือ เราสามารถเลือกที่จะลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้ เช่น หากอายุยังไม่มาก มีเวลาลงทุนอีกยาว (เกิน10ปี) ก็สามารถพิจารณาลงทุนกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลาง-สูงได้

ส่วนผู้ที่ใกล้เกษียณก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนเสี่ยงต่ำอย่าง กองทุนพันธบัตร กองทุนตลาดเงิน

 

กองทุน LTF ซึ่งเป็นกองทุนที่มีเงื่อนไขต้องถือลงทุน 7 ปีปฏิทิน

กองทุน LTF มีนโยบายลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจะต้องลงทุนในหุ้นไทย ไม่น้อยกว่า 65% ของเงินกองทุน แต่โดยทั่วไปก็จะลงทุนเกือบ 100% ในตลาดหุ้นไทย ดังนั้นถือว่ากองทุน LTF มีความเสี่ยงตามตลาดหุ้นไทย แต่จะมีรายละเอียดต่างกันในนโยบายการลงทุนของแต่ละกอง

สิ่งที่เราเลือกได้ คือ นโยบายลงทุนของกองทุนเป็นอย่างไร โดยที่พบหลักๆ เช่น

  • ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่
  • ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก
  • ลงทุนในหุ้นปันผล
  • ลงทุนในหุ้นเติบโต
  • ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ 50 อันดับแรก
  • ลงทุนในหุ้นเพียง 70% (กองนี้เสี่ยงต่ำกว่าหาก เทียบกับกองอื่นๆ)

 

หากว่าเราเลือกนโยบายการลงทุนได้เหมาะสมกับระดับการรับความเสี่ยงของเราได้แล้ว ก็ถือว่าเรามาได้ถูกทางแล้ว ต่อไปก็จะเป็นเรื่องจังหวะการลงทุน แม้เรามีเวลาซื้อลงทุนได้ตลอดทั้งปี แต่คำถามที่สำคัญคือ แล้วควรจะซื้อวันไหนดีล่ะ?

จะบอกข่าวดีที่สำคัญข้อหนึ่งของการลงทุน RMF / LTF ให้ฟังว่า “หุ้นตกหนัก คือ โอกาสทอง” ครับ

slide1

เอาง่ายๆ สมมุติว่า นาย A และ นาย B มีรายได้ต่อปี 1,000,000 บาทเท่ากัน แล้วอยากจะลงทุนกองทุน XYZ-LTF เต็มสิทธิที่ 15% ดังนั้น นาย A และ นาย B ก็วางแผนที่จะซื้อกองทุน XYZ-LTF 150,000 บาทในปีนี้ทั้งคู่

 

กรณี 1 : สมมุติตลาดหุ้นเมื่อวาน ทำให้ราคาหน่วยลงทุน(NAV)ของกองทุน XYZ-LTF อยู่ที่  15.0000แล้วนาย A ซื้อ 150,000 บาท จะได้ทั้งหมด 10,000.0000 หน่วย

 

กรณี 2 : สมมุติตลาดหุ้นวันนี้ตกลงแรงมาก ทำให้ราคาหน่วยลงทุน(NAV) ของกองทุน XYZ-LTF ลดลงอยู่ที่ 14.0000 แล้วนาย B ซื้อ 150,000 บาท จะได้ทั้งหมด 10,714.2857 หน่วย

 

เมื่อเวลาผ่านไปจนครบกำหนดที่สามารถขายคืนหน่วยลงทุน LTF ได้แล้ว สมมุติว่า มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน XYZ-LTF เท่ากับ 20.0000 ณ วันที่ทั้งคู่อยากจะขายคืน

นาย A จะขายได้ : 200,000.00 บาท

นาย B จะขายได้ : 214,285.71 บาท

จะเห็นได้ว่า นาย B ที่ซื้อกองทุน XYZ-LTF วันที่หุ้นตกหนักจะได้กำไรมากกว่าเยอะทีเดียว

ส่วนเคล็ดลับเวลาขาย ก็ทำกลับกันคือ ให้ขายกองทุนในวันที่หุ้นขึ้นแรงๆ แล้วจะได้กำไรงามๆ

ติดตามข้อมูลการลงทุนที่น่าสนใจได้ที่
https://www.krungsri.com/bank/th/KrungsriGuru.html

 

กองทุนแบบไหนตอบโจทย์#ฟรีแลนซ์
https://youtu.be/LQ6QiExqxLY

 

บทความนี้เป็น: advertorial

Leave a comment

Filed under การลงทุน, การเก็บออม การบริหารเงิน, Financial Management, LTF, RMF

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s