จังหวะนี้ RMF / LTF ยังน่าลงทุนไหม ?

เวลามีข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ ทางการเงิน ถาโถมเข้ามาในตลาดหุ้น แล้วเราได้ยินข่าวว่า ตลาดหุ้นตก ติดลบหลายสิบจุด นักลงทุนแห่เทขาย เม่าตายเป็นเบือ ฯลฯ ถ้าเราไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นแบบจริงจัง ก็คงไม่ได้กังวลอะไร และ คิดว่าตัวเองก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการที่หุ้นขึ้น หรือ หุ้นตก ก็เป็นเพียงแค่ข่าวๆ หนึ่งเท่านั้น

 

อันที่จริงเราบางคนก็ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่นะ ซึ่งมีทั้ง ลงทุนทางตรงและทางอ้อม

  • ลงทุนทางตรง โดยการเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์เพื่อซื้อหุ้นเพื่อลงทุน/เก็งกำไร
  • ลงทุนทางอ้อม โดยการ ซื้อกองทุน RMF / LTF เพื่อลดภาษี

 

สำหรับพวกเราที่มีรายได้ต้องเสียภาษีและเห็นความสำคัญของการลงทุนกองทุน  RMF / LTF เพื่อใช้ลดภาษี การที่เราเลือกนโยบายการลงทุนของกองทุน RMF / LTF ให้เหมาะกับตัวเราตั้งแต่แรกก็เป็นวิธีหนึ่งที่จำกัดความเสี่ยงการลงทุนของเราได้เป็นอย่างดี

 

slide2

กองทุน RMF ซึ่งเป็นกองทุนที่มีเงื่อนไขต้องลงทุนถือยาวไปจนอายุครบ 55 ปี

กองทุน RMF เปิดกว้างการลงทุนสำหรับทุกความเสี่ยง คือ มีทั้งเสี่ยงต่ำมากอย่างกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล ไปจนเสี่ยงสูงมากอย่าง กองทุนทองคำ กองทุนน้ำมัน

สิ่งที่เราเลือกได้ คือ เราสามารถเลือกที่จะลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้ เช่น หากอายุยังไม่มาก มีเวลาลงทุนอีกยาว (เกิน10ปี) ก็สามารถพิจารณาลงทุนกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลาง-สูงได้

ส่วนผู้ที่ใกล้เกษียณก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนเสี่ยงต่ำอย่าง กองทุนพันธบัตร กองทุนตลาดเงิน

 

กองทุน LTF ซึ่งเป็นกองทุนที่มีเงื่อนไขต้องถือลงทุน 7 ปีปฏิทิน

กองทุน LTF มีนโยบายลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจะต้องลงทุนในหุ้นไทย ไม่น้อยกว่า 65% ของเงินกองทุน แต่โดยทั่วไปก็จะลงทุนเกือบ 100% ในตลาดหุ้นไทย ดังนั้นถือว่ากองทุน LTF มีความเสี่ยงตามตลาดหุ้นไทย แต่จะมีรายละเอียดต่างกันในนโยบายการลงทุนของแต่ละกอง

สิ่งที่เราเลือกได้ คือ นโยบายลงทุนของกองทุนเป็นอย่างไร โดยที่พบหลักๆ เช่น

  • ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่
  • ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก
  • ลงทุนในหุ้นปันผล
  • ลงทุนในหุ้นเติบโต
  • ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ 50 อันดับแรก
  • ลงทุนในหุ้นเพียง 70% (กองนี้เสี่ยงต่ำกว่าหาก เทียบกับกองอื่นๆ)

 

หากว่าเราเลือกนโยบายการลงทุนได้เหมาะสมกับระดับการรับความเสี่ยงของเราได้แล้ว ก็ถือว่าเรามาได้ถูกทางแล้ว ต่อไปก็จะเป็นเรื่องจังหวะการลงทุน แม้เรามีเวลาซื้อลงทุนได้ตลอดทั้งปี แต่คำถามที่สำคัญคือ แล้วควรจะซื้อวันไหนดีล่ะ?

จะบอกข่าวดีที่สำคัญข้อหนึ่งของการลงทุน RMF / LTF ให้ฟังว่า “หุ้นตกหนัก คือ โอกาสทอง” ครับ

slide1

เอาง่ายๆ สมมุติว่า นาย A และ นาย B มีรายได้ต่อปี 1,000,000 บาทเท่ากัน แล้วอยากจะลงทุนกองทุน XYZ-LTF เต็มสิทธิที่ 15% ดังนั้น นาย A และ นาย B ก็วางแผนที่จะซื้อกองทุน XYZ-LTF 150,000 บาทในปีนี้ทั้งคู่

 

กรณี 1 : สมมุติตลาดหุ้นเมื่อวาน ทำให้ราคาหน่วยลงทุน(NAV)ของกองทุน XYZ-LTF อยู่ที่  15.0000แล้วนาย A ซื้อ 150,000 บาท จะได้ทั้งหมด 10,000.0000 หน่วย

 

กรณี 2 : สมมุติตลาดหุ้นวันนี้ตกลงแรงมาก ทำให้ราคาหน่วยลงทุน(NAV) ของกองทุน XYZ-LTF ลดลงอยู่ที่ 14.0000 แล้วนาย B ซื้อ 150,000 บาท จะได้ทั้งหมด 10,714.2857 หน่วย

 

เมื่อเวลาผ่านไปจนครบกำหนดที่สามารถขายคืนหน่วยลงทุน LTF ได้แล้ว สมมุติว่า มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน XYZ-LTF เท่ากับ 20.0000 ณ วันที่ทั้งคู่อยากจะขายคืน

นาย A จะขายได้ : 200,000.00 บาท

นาย B จะขายได้ : 214,285.71 บาท

จะเห็นได้ว่า นาย B ที่ซื้อกองทุน XYZ-LTF วันที่หุ้นตกหนักจะได้กำไรมากกว่าเยอะทีเดียว

ส่วนเคล็ดลับเวลาขาย ก็ทำกลับกันคือ ให้ขายกองทุนในวันที่หุ้นขึ้นแรงๆ แล้วจะได้กำไรงามๆ

ติดตามข้อมูลการลงทุนที่น่าสนใจได้ที่
https://www.krungsri.com/bank/th/KrungsriGuru.html

 

กองทุนแบบไหนตอบโจทย์#ฟรีแลนซ์
https://youtu.be/LQ6QiExqxLY

 

บทความนี้เป็น: advertorial

Leave a comment

Filed under การลงทุน, การเก็บออม การบริหารเงิน, Financial Management, LTF, RMF

อยากรู้ไหม ประกันออมทรัพย์ ได้ผลตอบแทนจริงกี่ %

 

วันก่อนไปเดินงาน Money Expo 2016 มี ธนาคาร หลักทรัพย์ ประกันชีวิต มาออกบูทมากมาย กลับจากงาน ลูกค้าที่เราดูแลอยู่ก็มาปรึกษาว่า กำลังจะซื้อประกันแบบออมทรัพย์ แต่ละเจ้าก็บอกว่าของตนเองดี ได้ผลตอบแทนสูง 200% 300% อยากรู้ว่า จริงๆ แล้วมันได้กี่ % กันแน่ เพราะ ระยะเวลาส่งเงิน กับเงินที่ได้คืน แต่ละเจ้าทำไว้ต่างกัน เลยเทียบกันไม่ถูก

 

พี่เขาก็เลยส่งแบบประกันมา 10 กว่าแบบ ผมคำนวณเสร็จ ก็แจ้งกลับไปว่าแต่ละแบบได้ผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) เป็นเท่าไรกันบ้าง แต่ก็ไม่ลืมสำทับกลับไปว่า “พี่ครับพี่อาจไม่จำเป็นต้องเลือกซื้อเฉพาะแบบที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเพียงอย่างเดียว การเลือกระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสมกับพี่ จำนวนเงินที่ส่ง รูปแบบการจ่ายคืนผลตอบแทน ซื้อกับบริษัทประกันที่เชื่อถือได้ และ ที่สำคัญตัวแทนที่ดูแลช่วยเหลือพี่ ก็เป็นสิ่งสำคัญนะครับ”

 

อย่างไรก็ตาม ผมมาคิดว่า น่าจะมีคนที่สนใจอยากรู้ว่าจริงๆ แล้ว ผลตอบแทนการลงทุนในประกันชีวิตแบบออมทรัพย์นั้นคำนวณอย่างไร ลองมาใช้ไฟล์ Excel ที่ผมทำขึ้นนี้มาคำนวณกัน

irr calculation picture

Download file ได้ที่นี่:  easy IRR calculation

 

อย่างที่บอกไปนะครับ ผลตอบแทนที่สูงที่สุด ก็อาจจะไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป

พิจารณาเลือกที่เหมาะกับตนเองด้วยนะครับ ^_^

Leave a comment

Filed under การลงทุน, Financial Management

ลดภาษีอย่างชาญฉลาด

        ช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายก่อนที่ปี 2558 จะผ่านไป ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความสุขสมหวัง

ถ้าทำงานประจำก็ขอให้ได้โบนัส ได้เลื่อนขั้น ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวขอให้ขายดีมีเงินมีทอง

ถ้าเกษียณแล้วขอให้มีสุขภาพแข็งแรงมีความสุขเงินทองใช้จ่ายเหลือเฟือ

 

สำหรับท่านที่มีรายได้และต้องเสียภาษี อย่าลืมใช้สิทธิเพื่อลดหย่อนภาษีกันด้วยนะครับ ผมจะขอให้เกณฑ์เบื้องต้นไว้พิจารณาในการ พิจารณาใช้สิทธิทางภาษีดังนี้นะครับ

1page

รายได้แค่ไหนควรเริ่มวางแผนภาษี

  • ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 400,000 บาท เสียภาษีที่ฐาน 5% และหากมีค่าลดหย่อน อยู่แล้วเช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลดหย่อนบุตร เลี้ยงดูบิดามารดาสูงอายุ ดอกเบี้ยผ่อนบ้าน ฯลฯ อาจเลือกไม่ลงทุนเพิ่มเพื่อลดภาษีก็ได้ เพราะด้วยค่าลดหย่อนที่มีอยู่อาจทำให้ไม่ต้องเสียภาษี หรือ เสียเพียง 5% ซึ่งอาจคุ้มค่าน้อยในการใช้การลงทุนเพื่อลดภาษี

 

  • ผู้มีรายได้ต่อปีเกิน 400,000 บาท เพราะถือเป็นช่วงต้นของผู้ที่เริ่มมีภาระต้องเสียภาษี ที่ฐาน 10% มีความคุ้มค่ามากขึ้นในการวางแผนเพื่อลดภาษีและเป็นการออมเงิน

 

  • ผู้ที่ควรจะต้องวางแผนภาษีอย่างยิ่ง คือผู้ที่มีรายได้ต่อปีเกิน 1,000,000 บาท เพราะจะเป็นผู้เสียภาษีที่ฐาน 15% – 30% ดังนั้นคุ้มค่าที่จะวางแผนภาษีที่สุด

 

คราวนี้ถ้าเรารู้แล้วว่าเราควรจะต้องลงทุนทางการเงินเพื่อลดภาษี เราจะเลือกลงทุนอะไรดี เพราะมีคนมานำเสนอมากมายไม่รู้ว่าอย่างไหนดีกว่ากัน

 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า เงินจำนวนเดียวกันที่ลงทุน เช่น มีเงิน 10,000 บาทที่จะใช้ลงทุนลดภาษี [ ไม่ว่าจะไปลงทุน LTF / RMF / ประกันชีวิต* / ประกันชีวิตแบบบำนาญ / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / ดอกเบี้ยผ่อนบ้าน]  ก็สามารถลดภาษีได้เท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ รูปแบบระยะเวลา ผลตอบแทน ความเสี่ยง ประโยชน์ของสิ่งที่เราลงทุน

 

เครื่องมือทางการเงิน

LTF

คนรู้จักและชอบ มากที่สุด มีจุดเด่นคือ สั้น เสี่ยง

สำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากมีพันธะมาก มีเงื่อนไขหลักคือ ต้องถือหน่วยลงทุนเป็นเวลา 5ปีปฎิทินขึ้นไป (บางคนบอกว่า 3ปี 2วันก็ขายได้) วัยรุ่นมักจะชอบเพราะไม่ชอบผูกพัน จะลงทุนปีไหนก็ได้ ปีไหนไม่มีเงินก็ไม่ลง กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นไทยจึงมีความเสี่ยงได้ลุ้นไปด้วย LTF ลงทุนไม่เกิน 15% ของรายได้

 

RMF

คนอายุน้อยไม่ชอบ แต่คนวัยใกล้เกษียณเสียดายที่ไม่ได้ซื้อมาก่อนและเร่งซื้อเต็มกำลัง

หลายคนบอกว่าไม่เคยคิดถึงRMF เพราะมีเงื่อนไขคือ ขายได้เมื่ออายุ 55ปี (อีกนานนนน ตอนนี้เพิ่งอายุ 30 เอง) และ ถูกบังคับให้ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี(ปีเว้นปีก็ได้) แต่จะบอกว่าคนที่อายุใกล้ 50ปี เปรยให้ฟังว่า รู้งี้ซื้อ RMF เยอะๆ ดีกว่าเพราะ ตัวเองกำลังจะเกษียณถ้ามีเงินรอไว้สัก 3-5ล้านมันจะฟินกว่า (ที่ผ่านมา LTF พอครบก็ขายออกมาใช้หมดแล้วตั้งแต่ช่วงอายุ40-50ปี) แต่RMF ขายไม่ได้มันเลยสะสมจนได้หลายล้านแล้วน่ะสิ^^

 

ประกันแบบออมทรัพย์

ส่วนใหญ่จะซื้อเพราะถูกอ้อนวอนจากสาขา/ตัวแทน ให้ช่วยทำเป้าก่อนสิ้นปี

ประกันออมทรัพย์เหมาะกับคนที่อยากบังคับตัวเองเก็บเงิน มีแบบส่งสั้น 1-10ปี แต่ทุกแบบจะได้เงินคืนทั้งก้อนเมื่อครบ 10ปีขึ้นไป โดยระหว่างทางอาจมีปันผลก้อนเล็กๆ ได้ ภาระผูกพันก็คือ จ่ายเงินก้อนเท่ากันทุกปี ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วพอครบ10ปีก็ได้เงินออมนั้นคืนไป ความคุ้มครองชีวิตได้พอๆ กับเงินที่จ่ายไป +สัก5-10% เบี้ยประกันนำมาลดภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท

 

ประกันแบบบำนาญ

คนยังไม่ค่อยรู้จักและคนที่ซื้อควรจะเป็นคนที่ซื้อประกันแบบธรรมดา 100,000 บาทเต็มวงเงินแล้ว ประกันแบบบำนาญสามารถลดภาษีเพิ่มได้อีกสูงสด 200,000 บาท* แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ (เท่ากับใช้ประกันลดภาษีได้ 300,000 บาท) ข้อดีคือ เหมือนคุณเลี้ยงลูก1คน คุณก็ส่งเสียเขาจนคุณอายุ 55ปี เงินที่ส่งเสียเขาก็เอาไปลดภาษีได้ จากนั้นเมื่อคุณอายุ55ปี เขาก็จะให้เงินเลี้ยงดูคุณจนคุณอายุ 90ปี* (คุณเลี้ยงเขา 10-25ปี และเขาเลี้ยงคุณ 35ปี)

 

จะบอกว่าทุกการลงทุน มันมีข้อดี/ข้อด้อย ดังนั้นขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนว่าเหมาะและชอบแบบไหน

ที่สำคัญคือ พอเรารู้ข้อแตกต่างของแต่ละการลงทุนอย่างนี้แล้ว

เราก็สามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเราที่สุดได้แล้วจริงไหมครับ ^_^

2 Comments

Filed under การเก็บออม การบริหารเงิน, Financial Management

ลงทุนในหุ้นคุณหวังว่าจะได้กำไรเท่าไร

S__20496407

          ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดมาแล้ว 40 ปี ว่ากันว่าผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนคือประมาณ 12% ทบต้น แต่ก็มีปีที่ได้เกิน 100% และ มีปีที่ติดลบมากกว่า 50% ยิ่งหากมองไปที่หุ้นเป็นรายตัว บางตัวราคาเพิ่มขึ้นเป็น หลายพันเปอร์เซนต์ และเช่นกันที่หลายตัวต้องถูกออกจากตลาดโดยนักลงทุนเสียเงินที่ลงทุนไปทั้งหมด

 

สำหรับนักลงทุนแนวเทคนิค อาจจะสามารถทำกำไรในหุ้นได้ วันละหลายรอบ รอบละ 1-5% ถ้าทำได้ทุกวันก็คงจะมีกำไรปีละ 200-1,000% ส่วนนักลงทุนแนววีไอ ก็อาจจะเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีแล้วรอให้ขึ้นไป 200-500% ใน 3-5ปี ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนส่วนใหญ่ก็จะฟังตามๆ กันว่าตัวนั้นตัวนี้จะมา แล้วเข้าไปเก็งกำไรแบบแนวเทคนิค แต่พอผิดพลาดกลับไม่สามารถทำใจตัดขาดทุนซึ่งเป็นหัวใจของนักเล่นหุ้นแนวเทคนิคได้ แต่กลับแปลงกายเป็นนักลงทุนวีไอ(ในหุ้นที่ไม่ใช่วีไอ) ทนถือยาวขาดทุนไป

 

แม้แต่บางคนที่คิดว่าตนเองเป็นวีไอ (กึ่งๆ) อุตส่าห์เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่พื้นฐานดีแต่เพราะมาทีหลังจึงเข้าหุ้นดีที่ราคาแพง(PEสูง) พอถึงช่วงหนึ่งราคาหุ้นกลับไม่ไปไหนและอาจจะมีการย่อลงมาบ้าง ก็พาให้อึดอัดใจ ว่าอุตส่าห์เลือกหุ้นใหญ่พื้นฐานดีแล้วก็ยังทำผลตอบแทนได้ไม่ดี ครั้นจะให้ไปหาหุ้นเล็กๆ กลางๆ ที่กำลังจะมีอนาคตเพื่อจะเป็นหุ้นวีไอ ที่แท้จริงในอนาคตเหมือนหุ้นวีไอรุ่นพี่ ตนเองก็ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ขาด เพราะอนาคตของบริษัทก็ยังไม่เห็นชัดเจนแน่นอน ถ้าไปลงทุนแล้วธุรกิจตั้งไข่ไม่ได้ซะทีก็รู้สึกว่าเงินจม และ มักจะลังเลว่าตนคิดผิดหรือเปล่าที่มาลงทุนกับอนาคตบริษัทที่ยังไม่แน่นอน

 

ที่เกริ่นมาซะเยอะก็อยากจะบอกว่า การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น เสี่ยงมากๆ ก่อนที่คุณจะลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12% ต่อปีในระยะยาวนี้  อยากลองถาม ให้คุณคิดว่า

  • คุณคาดหวังผลตอบแทนการลงทุนต่อปีที่เท่าไร?
  • ช่วง 2-5ปีที่ผ่านมา คุณทำกำไรจากการลงทุนได้กี่เปอร์เซนต์ต่อปี?

 

ถ้าหากทำผลตอบแทนได้น้อยกว่า 12% หรือ แม้แต่น้อยกว่า 20% ต่อปี ผมว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงมากเกินกว่าผลตอบแทนที่ได้ (คือ เสี่ยงมากแต่ได้ไม่มาก)

 

แล้วอย่างนี้จะไปลงทุนอะไรดีล่ะ ฝากเงินนี่ยิ่งได้น้อยใหญ่เลยแค่ 0.5% – 3.0% เงินเฟ้อก็ประมาณ 3% สรุปคือฝากเงินไปก็เหมือนไม่ได้อะไรเพิ่ม

 

จริงอยู่ตลาดการเงิน บ้านเรามันอยู่ 2 ฝั่งสุดขั้วกันอยู่ ก็คือ

  • ถ้าเล่นหวย เล่นหุ้น ผลตอบแทนสูง และ ความเสี่ยงจะสูงมาก
  • ส่วนถ้าฝากเงิน ผลตอบแทนก็จะต่ำมาก แต่ก็มีการรับรองว่าเงินไม่หายไปไหน

 

หลายคนอยากจะรับความเสี่ยงบ้าง โดยหวังว่าจะได้ผลตอบแทน ค่อนข้างดีผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่พยายามมองหาการลงทุนดังว่านี้ และตอนนี้ผมก็พบแล้วว่ามีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอยู่ในช่วง 5-10% โดยความเสี่ยงกลางๆ พอรับได้นั่นคือ การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และ สิทธิการเช่าต่างๆ

 

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ขอเปรียบเทียบกับการมีบ้านเช่า ดังนี้ว่า สมมุติ ผมมีเงิน 1,000,000 บาท ผมสามารถซื้อทาว์นเฮาส์หลังหนึ่งสัก 8 แสนบาท รวมค่าโอนค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้วรวมๆ เป็น1ล้านครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แล้วผมปล่อยเช่าได้เดือนละ 6,000 บาท เป็นปีละ 72,000 บาท หรือผลตอบแทนปีละ 7.2%

 

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกันคือจะนำเงินที่รวบรวมได้ไปลงทุน ในสินทรัพย์คือ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โกดัง ตึก แล้วปล่อยเช่าโดยมีรายรับจากค่าเช่า ซึ่งผลตอบแทนค่าเช่าที่ได้ก็อยู่ที่ 5-15% ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้ก็จะเฉลี่ยอยู่ในช่วงนี้ ในแง่ความเสี่ยงก็มีกรณีที่ผู้เช่าไม่เช่าต่อ หรือ ทรัพย์สินเสียหายเช่นไฟใหม้ แต่โดยมากกองทุนจะกระจายการลงทุนออกไปหลายๆ อาคาร ก็จะลดความเสียหายใหญ่ๆ ได้

 

โดยสรุปก็คือ

หากต้องการความมั่นคงปลอดภัยในการลงทุนแบบเต็มที่ก็ลงทุนใน เงินฝาก ซึ่งเสียงน้อย และได้ผลตอบแทนน้อยมาก แต่หากอยากได้ผลตอบแทนมากขึ้น ลงทุนแล้วกินได้นอนหลับได้กำไรสม่ำเสมอพอสมควร ก็แนะนำให้ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่หากอยากวัดดวงกล้าได้กล้าเสีย คิดว่าถ้าจะรวยมันต้องมีดวง ก็แนะนำให้ ลงทุนในหุ้น และ ซื้อหวยครับ  ขอให้โชคดีและมีความสุขในการลงทุนนะครับ^_^

Leave a comment

Filed under การลงทุน, การเก็บออม การบริหารเงิน, หุ้นล้วนๆ, Financial Management

วางแผนการเงินกับการฟิตหุ่น

IMG_3200

ช่วงนี้ผมกำลังหลงไหลได้ปลื้มกับการออกกำลังกายในฟิตเนส

ทั้งที่เกือบ 20 ปีแล้วที่ห่างหายไปจากการออกกำลังกาย

เพราะการเรียนที่มากขึ้น พอเรียนจบก็มีเรื่องการงาน สังคม

ทำให้ไม่ได้มีโอกาสออกกำลังกาย

แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงข้ออ้างของคนขี้เกียจอย่างผมมากกว่าครับ^^

 

จนวันหนึ่งได้คุยกับพี่สาวและถูกถามว่าถ้าหากมีเงินพร้อม

งานการนิ่ง ทุกอย่างโอเคแล้วอยากจะทำอะไร?

ผมก็บอกว่าอยากจะหันมาดูแลตัวเองโดยการออกกำลังกาย

พี่สาวก็บอกว่า ถ้างั้นจะรออะไรอ่ะ เริ่มเลยสิ

ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เข้าฟิตเนส

 

คราวนี้หลังจากออกกำลังกายไปได้สักพักหนึ่งก็พบว่า

มันมีแนวคิดในการออกกำลังกายที่คล้ายๆ กับการวางแผนการเงิน

ที่ผมมักจะแนะนำให้เพื่อนๆ ลองมาดูกันว่าผมได้แง่คิดอะไรบ้าง

 

การออกกำลังกายควรมีแผน การวางแผนการเงินก็เช่นกัน

– ผมออกกำลังกายโดยการซิทอัพ วิ่งสายพาน ยกเวทเล่นแขน

ไหล่ หลัง ขา หน้าท้อง ฯลฯ ทำทุกท่าที่นึกออกในการเล่นแต่ละครั้ง สรุปคือเล่นมั่ว

ผลคือ วันต่อไป ออกกำลังกายใดๆ แทบไม่ได้เพราะทุกส่วนปวดไปหมด

ที่จริงควรจะวางแผนเล่นไปวันละ 1-3ส่วน จะได้พักและสลับเล่นส่วนอื่นในวันต่อไป

 

– การวางแผนการเงินเช่นกัน ถ้าไม่ได้วางแผนอะไรเลย

ได้เงินเดือนมานึกอะไรออกก็นำไปใช้กับสิ่งนั้นหมด

หรือนำไปออมผิดที่ผิดทาง พอเงินหมดค่อยมานั่งนึกเสียดายที่ไม่ได้วางแผน

 

ตอนเริ่มต้นเจ็บปวดชวนท้อ

-ครั้งแรกที่เพื่อนมาสอนให้ยกดัมเบล เขาส่งลูกเหล็กหนักมากให้สองลูก

พร้อมบอกท่าการยก พอเราเริ่มยกดูก็ได้ประมาณ 3 ครั้งแบบแขนสั่นสะท้าน

เพื่อนก็บอกว่า อะไรกันแค่นี้เองต้องฝืนนะ

อย่างน้อยต้องยกเป็นเซ็ต 10 ครั้ง ทำ 3 เซ็ต เราก็พยายามต่อจนได้ 10 ครั้ง

น้ำตาแทบเล็ดปวดแขนแบบสุดๆ ในใจก็คิดไปว่าก็นายเล่นทุกวันเลยยกได้จนชิน

แต่เรายกครั้งแรกในรอบ 20 ปีได้แค่นี้ก็ดีแล้ว

แม้ว่าสิ่งที่เพื่อนแนะนำจะให้ผลลัพท์สุดท้ายที่ดีถ้าเราทำได้

 

– การวางแผนการเงินก็เช่นกัน บางคนที่มาวางแผนการเงิน

มีรายได้ สมมุติว่า  50,000 บาทต่อเดือน

ถ้าเราไม่ได้พิจารณารายจ่ายที่จำเป็นของเขาและ แนะนำว่า

ให้เก็บเดือนละ 5,000 บาท เพื่อเขาจะได้มีเงินออม

จากที่ทำงานมาหลายปีไม่มีเงินออมเลย แต่เขาอาจจะต้องเจ็บปวดเช่นกัน

เพราะอาจจะต้องลดเงินที่ส่งให้แม่ใช้ ลดเงินที่ส่งน้องเรียน หรือ

เพียงแค่ลดเงินส่วนที่ใช้ฟุ่มเฟือยมาออม

ดังนั้นควรจะต้องพิจารณาความจำเป็นของแต่ละคนคู่กันก่อนให้คำแนะนำ

 

ขื่นชมผลสำเร็จระหว่างทาง

– คนที่ออกกำลังกายแต่ละคนก็มีจุดประสงค์ ต่างกันบางคนอยากสุขภาพดี

บางคนอยากหุ่นดี บางคนอยากมีกล้ามสวย

บางคนอยากเพื่อลดพุงลดไขมันที่ห้อยย้อย ฯลฯ

ก่อนเริ่มเราก็จะมีจุดที่เรายังไม่พอใจต่างๆ นาๆ

เมื่อเราออกกำลังกายไปสักพัก ก็จะเริ่มเห็นว่า ห่วงยางรอบเอวลดลง

หน้าท้องแบนราบ วิ่งได้อึดขึ้น กล้ามแขน อก ท้อง เริ่มมา

คราวนี้ก็เลยอยากจะโชว์หรือแสดงให้คนอื่นเห็นว่า

ออกกำลังกายแล้วได้ผลนะ ดูสิ รูปร่างดูดีขึ้นใช่ไหม

ก็เลยเริ่มถ่ายรูปโพสลงFB Instragram คนที่ออกกำลังกายเหมือนกันดูแล้วก็ชื่นชม

ส่วนคนที่ยังไม่ได้สนใจก็ดูแล้วขำๆ แต่ถ้าดูบ่อยก็อาจจะรำคาญได้

แต่สิ่งนี้ก็เป็นกำลังใจให้คนที่ออกกำลังกายได้รู้สึกว่า

ทำแล้วได้ผล ยิ่งมีคนมาชมยิ่งมีกำลังใจ

 

– ด้านวางแผนการเงินก็เช่นกัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า

แต่การที่ได้คุยกับเพื่อนว่า ได้เริ่มเก็บออมเงินได้แล้วนะ

เรามีประกันคุ้มครองเพื่อความมั่นคงของครอบครัวแล้วนะ

มีการลงทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ LTF RMF เพื่อประหยัดภาษี

มีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดี มีแผนออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณแล้วนะ

ต่างๆ เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นกำลังใจใน ด้านการวางแผนการเงินเช่นกัน

  

ถ้าอยากสำเร็จเร็จจะต้องมีตัวช่วย

-หากเราต้องการออกกำลังกายชิลล์ๆ แบบแค่ได้เหงื่อแล้วสดชื่น

อย่างนี้ก็คงไม่ต้องมีตัวช่วยอะไรมาก เพียงแค่แต่งกายให้พร้อมมีเวลาและทำต่อเนื่อง

แต่หากต้องการลดหุ่น สร้างกล้างเนื้ออย่างจริงจัง อย่างนี้ก็จะเริ่มมี ตัวช่วยเข้ามา เช่น

ควรศึกษาหาความรู้จากแหล่งข้อมูลในหนังสือ ในอินเตอร์เน็ท

มีเทรนเนอร์มาช่วยแนะนำ การออกกำลังกายหรือแม้แต่ ช่วยตามให้มาออกกำลังกาย

จะต้องมีการควบคุมอาหาร/เสริมอาหาร อย่างเหมาะสม

ต้องมีตารางการออกกำลังกายอย่างชัดเจน และทำอย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ

 

– ด้านการวางแผนการเงินก็เช่นกัน ที่ผ่านมา

เราอาจจะรู้เรื่องการลงทุนเพียงแค่การฝากเงินไว้ในธนาคาร

ส่วนเรื่องยากๆ เช่น กองทุน ประกัน หุ้น อสังหา ธุรกิจ นั้น

ไม่เคยรู้และไม่มีเวลาศึกษา ถ้าอย่างนี้การมีที่ปรึกษาทางการเงินก็ช่วยได้

เพราะเขาสามารถช่วยให้คำแนะนำเบื้องต้น ให้ความเห็นเปรียบเทียบ

รวมทั้งช่วยดูแลภาพรวมการวางแผนการเงินให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินได้

 

ควรจะเริ่มต้นเมื่อไร

คำแนะนำของผมคือ “ควรจะเริ่มวันนี้เลยครับ”

หมายความว่า วันที่คุณได้อ่านได้ฟังข้อมูลที่สร้างแรงบันดาลใจให้ออกกำลังกาย

หรือ ให้วางแผนการเงิน คุณมักจะมีจิตใจฮึกเฮิมและบอกกับตัวเองว่า

“โอ้ว คุณได้พบกับสิ่งนี้ และมันจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล”

แต่สุดท้ายการไม่ได้เริ่มในตอนนั้นก็ทำให้คุณลืมมันไปครั้งแล้วครั้งเล่า

 

-ถ้าคุณคิดว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องดีและจะเริ่มออกกำลังกาย

ผมแนะนำให้คุณไปเปลี่ยนชุดและออกกำลังกาย 30 นาทีเดี๋ยวนี้เลย
และคุณจะเข้าใจได้ทันที

 

-ถ้าคุณอยากวางแผนการเงิน คุณเตรียมเอกสารไปเปิดบัญชีเพิ่มอีก 1 บัญชี

และเอาเงิน 5-10% ของเงินเดือนคุณ (คิดซะว่า เป็นเงินที่ได้จากการ

งดกินอาหารตามห้างสัก 2 มื้อ งดกาแฟสัก 1สัปดาห์) ใส่เข้าไปในบัญชีเริ่มต้นนี้ทันที

พอวันนี้ของเดือนหน้า ก็ใส่เงินไปอีกจำนวนเท่ากันทำไปทุกเดือน ครบปีคุณก็จะเข้าใจเอง

 

ขอให้สุขสมหวังมีสุขภาพกายและสุขภาพการเงินที่ดีนะครับ ^_^

1 Comment

Filed under Financial Management

ก่อนรีไฟแนนซ์บ้านต้องเตรียมตัวอย่างไร  (Home Loan)

Sep_010 (1)

เมื่อเราเติบโตขึ้น และต้องสร้างครอบครัว ที่พักอาศัย หรือบ้านเป็นสิ่งที่จำเป็น ยิ่งเพื่อนๆที่อยู่ในวัยทำงาน เริ่มซื้อบ้านแล้ว ต้องเป็นหนี้ผ่อนบ้านเสียดอกเบี้ยแพงๆ กันหัวโตเลยใช่ไหมครับ และบางทีเราก็ต้องทนกับดอกเบี้ยผ่อนบ้านที่ค่อนข้างสูง และเมื่อเพื่อนๆ เจอธนาคารรายใหม่ๆ ที่ให้ดอกเบี้ยถูกลง ก็คงอยากจะรีไฟแนนซ์บ้านกันใหม่ใช่ไหมครับ แต่ก่อนจะขอรีไฟแนนซ์ ผมอยากให้เพื่อนๆได้เตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนที่จะขอรีไฟแนนซ์ใหม่ เพื่อให้การรีไฟแนนซ์ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่นนะครับ

ก่อนรีไฟแนนซ์  เราก็ควรมาเข้าใจถึงความหมายของการทำรีไฟแนนซ์กันนะครับ โดยรีไฟแนนซ์ หมายถึง การชำระเงินกู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดด้วยเงินกู้ใหม่ และใช้สินทรัพย์ตัวเดิมเป็นหลักประกัน โดยขอกู้เงินจากสถาบันการเงินแห่งใหม่เพื่อนำไปปลดภาระเงินกู้เก่าที่มีอยู่ เช่น รีไฟแนนซ์ในกรณีที่เราผ่อนบ้าน คอนโด ซึ่งหนี้ก้อนเดิมที่มีอยู่อัตราดอกเบี้ยสูง หรือต้องจ่ายเงินงวดต่อเดือนสูง เป้าหมายของการรีไฟแนนซ์ เพื่อเราจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง, ค่างวดที่ต้องจ่ายต่อเดือนลดลง โดยอาจจะขอกู้จากสถาบันทางการเงินที่เป็นเจ้าหนี้รายเดิมหรือเป็นสถาบันการเงินเจ้าใหม่ก็ได้ ซึ่งการรีไฟแนนซ์ที่ถูกต้องจะต้องเป็นการกู้เงินที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้กู้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมสุทธิทั้งหมดกับหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมก่อนหน้านี้ครับ

เมื่อจะทำการรีไฟแนนซ์ เพื่อนๆ ควรจะศึกษาคุณสมบัติของผู้ขอรีไฟแนนซ์กันก่อนนะครับ ว่าเรามีคุณสมบัติที่จะสามารถขอรีไฟแนนซ์ได้หรือไม่ครับ โดยสถาบันการเงินหลายๆ แห่งกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรีไฟแนนซ์ คือ ผู้ขอรีไฟแนนซ์จะต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ คือมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 65 ปี หรือไม่เกินอายุปลดเกษียณตามที่กฎหมายกำหนดเฉพาะหน่วยงาน เช่น เช่น ข้าราชการอัยการ ผู้พิพากษา, เป็นผู้มีสัญชาติไทย,  มีเงินเดือนหรือรายได้ประจำที่แน่นอน, มีความสามารถที่จะชำระหนี้เงินกู้ได้  ที่สำคัญต้องไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้มาก่อน ถ้าหากมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ให้แสดงหลักฐานการปรับปรุงหนี้ และชำระหนี้เสร็จสิ้นก่อนวันขอรีไฟแนนซ์นะครับ

และเพื่อนๆ ควรเตรียมเอกสารรีไฟแนนซ์บ้านไว้ให้เรียบร้อยก่อนจะขอรีไฟแนนซ์ ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้ มีดังนี้

  • สำเนาบัตรประชาชน/รัฐวิสาหกิจ/ข้าราชการพร้อมฉบับจริง
  • สำเนาทะเบียนบ้าน ทุกหน้า ทุกคนพร้อมฉบับจริง
  • สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ในมรณะบัตร/ใบแจ้งความแยกกันอยู่ พร้อมฉบับจริง
  • สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรสพร้อมฉบับจริง
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล(ถ้ามี)พร้อมฉบับจริง
  • ใบรับรองเงินเดือน (ฉบับจริง) หรือ หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการข้อตกลง (ฉบับจริง)
  • สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับรองเงินเดือนปัจจุบัน 3 เดือน ย้อนหลัง(ฉบับจริง )
  • สำเนาบัญชีเงินฝากแสดงรายการย้อนหลัง 6 เดือน หลักฐานแสดงฐานะการเงินอื่น ๆ พร้อมฉบับจริง
  • สำเนาทะเบียนการค้า/ทะเบียนบริษัท/ห้างหุ้นส่วนฯ(ภงต.90, 91, ทวิ 50, หนังสือหักภาษี ณ ที่จ่าย) (ใช้ในกรณีเพื่อนๆ ประกอบธุรกิจ)
  • หลักฐานการเสียภาษีเงินได้พร้อมใบเสร็จตัวจริงจากกรมสรรพากร ย้อนหลัง 6 เดือน (ใช้ในกรณีเพื่อนๆ ประกอบธุรกิจ)
  • รูปถ่ายกิจการ จำนวน 3-4 รูป (ใช้ในกรณีเพื่อนๆ ประกอบธุรกิจ)
  • สำเนาในประกอบวิชาชีพ, ในอนุญาตประกอบการ (ใช้ในกรณีเพื่อนๆ ประกอบอาชีพส่วนตัว)
  • ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 24 เดือน(กรณีไถ่ถอน)
  • สำเนาโฉนดที่ดิน/นส.3ก/หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด/อช.2(2ชุด) พร้อมรับรองจาก สนง.ที่ดิน

นอกจากนี้เพื่อนๆ ควรตระเตรียมเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ด้วยนะครับ  ซึ่งควรเก็บเงินไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนจะทำการรีไฟแนนซ์ เพราะค่าใช่จ่ายเยอะพอควรเลยครับ โดยมีค่าใช้จ่ายต่างๆดังนี้ครับ

  • ค่าเบี้ยปรับในกรณีผู้กู้ไถ่ถอนก่อนกำหนด ต้องเสียค่าปรับเฉลี่ยในอัตราตั้งแต่ 1 – 5% ของวงเงิน ที่ขอกู้ หรือยอดเงินต้นคงเหลือ
  • ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ ธนาคารส่วนใหญ่จะคิดประมาณ 0 – 3% ของวงเงินกู้
  • ค่าประเมินราคาหลักประกันประมาณ 0.25 – 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน กรณี รีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินเดิมอาจไม่ต้องจ่ายค่าประเมิน
  • ค่าทำประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000 บาท ต่อบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับธนาคารเก่าและใหม่แต่ละแห่ง จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร
  • ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง จำนวน 1% ของวงเงินที่ขอกู้
  • ค่าอากรสแตมป์ จำนวน 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่
  • ค่าไถ่ถอน จ่ายให้กับสำนักงานที่ดิน
  • ค่าจดจำนอง จ่ายให้กับสำนักงานที่ดิน (1% ของยอดกู้ใหม่หรือยอดประเมิน)
  • ค่าพยาน จ่ายให้กับสำนักงานที่ดิน
  • ค่าสรุปยอดหนี้
  • ค่าออกเช็ค

เมื่อเพื่อนๆ ทราบข้อมูลในการเตรียมตัวรีไฟแนนซ์  และเตรียมตัวให้พร้อมแล้วก็ไปติดต่อธนาคารที่เพื่อนๆ สนใจจะขอรีไฟแนนซ์  ได้เลยครับ ผมมั่นใจว่าถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว ย่อมขอรีไฟแนนซ์ ได้ผ่านแน่นอนครับ เหมือนคำกล่าวที่ว่า เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่งครับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsri.com/bank/th/KrungsriGuru/Money-Tips/201506/17263.html

บทความนี้เป็น: advertorial

Leave a comment

Filed under Financial Management

RMF พระเอกตัวจริง

ช่วงนี้ตลาดหุ้นผันผวนมาก มีคนสอบถามเข้ามาเยอะเหลือเกินว่า LTF น่าสนใจไหม?

จริงๆ ก็น่าสนใจแหละ คือซื้อแล้วก็ลดภาษีได้ รอ5ปี ก็ขายคืนเป็นอันจบกัน ภาระสั้นๆ

(อ่านเพิ่มเติม:เทคนิคการซื้อ LTF แบบชิลล์ๆ)

 
แต่ผมอยากจะแนะนำจากใจจริงว่า พวกที่มีเงินมีรายได้เยอะๆ ตอนนี้อ่ะ

พอแก่ตัวไปเกษียณแน่ใจแค่ไหนว่าเงินที่เคยได้เยอะๆ

จะเก็บจนเหลือไปไว้ใช้ตอนแก่ได้ เพื่อจะได้เป็น คุณลุงคุณป้าที่ยังมีเงินไปกินไปเที่ยว

ไม่ต้องนั่งเหี่ยวอยู่ที่บ้านเพราะไม่มีตังค์

 

ตอนยังหนุ่มสาวซื้อ LTF 5ปีก็ขายออกมาเอาเงินไปใช้หมด

อยากให้ลองมอง RMF กันไว้บ้าง ผมจะลองยกตัวอย่าง คุณสมศรี ให้ดูว่า

ถ้าหากคุณสมศรี ลงทุนใน RMF ตั้งแต่อายุ 42ปี เมื่อปี 2545 ที่เป็นปีแรกซึ่งจัดตั้งกองทุนRMF

สมมุติว่าคุณสมศรีมีเงินเดือนตอนนั้น 60,000 บาท และเงินเดือนเพิ่มปีละ 5%

ผ่านมาถึงปัจจุบันอายุ 55ปี คุณสมศรีจะมีเงินเท่าไรใน RMF

rmf1

หมายเหตุปี 2554-2556เป็นช่วงปรับเปลี่ยนอัตราภาษี

 

สรุปว่า คุณสมศรีลงทุนไป 14ปี รวมเป็นเงินที่จ่าย 1,400,000 บาท

และประหยัดภาษีรวม 14ปี ได้ 304,175 บาท เท่ากับว่าจ่ายเงินเพื่อลงทุนจริง ประมาณ 1,095,825 บาท

 

ณ วันนี้จะมีเงินในกองทุน 2,889,285.07 บาท หรือคิดเป็น 12.086%ทบต้นตลอดช่วง 14ปี

(หมายเหตุ: ผมใช้ผลตอบแทนกองทุน KFTSRMF ซื้อทุกสิ้นปี ในการคำนวณเป็นตัวอย่าง)

 

ถ้ายังมองไม่ออกว่าเงินก้อนนี้จำเป็นอย่างไร

ผมจะเอาเงินก้อนนี้มาวางสำหรับเป็นเงินเพื่อใช้ยามเกษียณ

ในกองทุนที่ความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ระยะกลาง ที่ได้ผลตอบแทนที่ 3.5%

จะทำให้คุณสมศรีสามารถเบิกใช้เงินก้อนนี้ไป จนอายุ 85ปี ได้ปีละ 151,781.91 บาท เป็นเวลา 30ปี

 

แต่หากว่าคุณสมชายที่เป็นเพื่อนทำงานกับคุณสมศรี

และมีรายได้เท่ากันทุกประการ จะแย้งว่าการลงทุนกองทุน KFTSRMF

ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นจะเสี่ยง ตัวเองไม่อยากเสี่ยง

และเลือกลงทุนในกองทุน KFGOVRMF ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลแทน

 

ณ วันนี้ก็จะมีเงินในกองทุน 1,695,770.83 บาท หรือคิดเป็น 5.58% ทบต้นตลอดช่วง 14ปี

และหากคุณสมชายนำเงินก้อนนี้ไปไว้ในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง

ที่ได้ผลตอบแทน 3.5% ก็จะทำให้คุณสมชายสามารถเบิกเงินก้อนนี้มาใช้

ได้ปีละ 89,083.40 บาท เป็นเวลา 30ปี

 

rmf2

 

สำหรับคุณสมศรีและคุณสมชาย ที่ตอนนี้อายุก็ย่างเข้า 55ปีไปแล้ว

ถ้าหากที่ผ่านมาไม่ได้ลงทุนเพราะมัวแต่คิดว่าอีกนานกว่าจะเกษียณ

ผมก็คงไม่มีอะไรจะแนะนำแค่จะบอกว่าตอนนี้มันสายไปซะแล้ว…^^

 

แต่สำหรับ คุณ … คุณ!! นั่นแหละที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่อ่ะ^^

 

ถ้าตอนนี้ยังมีเวลา ควรจะต้องเริ่มลงทุนได้แล้ว

เพราะมีความลับอีกข้อของการลงทุนในกองทุน RMF แบบนี้คือ

ยิ่งระยะเวลาลงทุนยาวนานเท่าไรผลตอบแทนที่ได้จะยิ่งทวีคูณ
 
rmf3

 

การลงทุนใน RMF มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน

ส่วนการไม่ลงทุนนั้นเสี่ยงกว่า เพราะคุณอาจจะไม่มีเงินเหลือเพียงพอในวันที่คุณเกษียณเลย ^_^

4 Comments

Filed under Financial Management