ไฟล์คำนวณเงินลงทุน LTF/RMF/ประกัน เพื่อลดภาษีปี 2560

วันนี้มีโปรแกรมคำนวณว่า จากรายได้ของเรา จะสามารถลงทุน LTF / RMF / และซื้อประกันชีวิต ได้เท่าไรเพื่อลดภาษีและจะได้เงินภาษีคืนเท่าไร

สามารถ download ไฟล์ได้ที่นี่ครับ Easy Tax Calculation

 

ขั้นตอนแรก คือ กรอกข้อมูลรายได้ในช่องสีเหลือง

tax-1

 

ขั้นตอนที่สอง คือ ดูที่ตารางด้านขวามือจะขึ้นจำนวนเงินที่สามารถลงทุน LTF / RMF /ประกัน เพื่อลดภาษี

tax-2

ขั้นตอนที่สาม คือ การจำลองจำนวนเงินลงทุนใน LTF / RMF / ประกันชีวิต เพื่อดูว่าจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มหรือได้ภาษีคืนเท่าไร

tax-3

ไฟล์นี้เป็นเพียงการคำนวณเบื้องต้น เพื่อวางแผนการลดภาษี

ก่อนลงทุนจริงควรศึกษาเงื่อนไขการลงทุนของ LTF / RMF / ประกันชีวิต ก่อนลงทุนด้วยนะครับ ^_^

Advertisements

Leave a comment

Filed under การลงทุน, Financial Management, LTF, RMF

จังหวะนี้ RMF / LTF ยังน่าลงทุนไหม ?

เวลามีข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ ทางการเงิน ถาโถมเข้ามาในตลาดหุ้น แล้วเราได้ยินข่าวว่า ตลาดหุ้นตก ติดลบหลายสิบจุด นักลงทุนแห่เทขาย เม่าตายเป็นเบือ ฯลฯ ถ้าเราไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นแบบจริงจัง ก็คงไม่ได้กังวลอะไร และ คิดว่าตัวเองก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการที่หุ้นขึ้น หรือ หุ้นตก ก็เป็นเพียงแค่ข่าวๆ หนึ่งเท่านั้น

 

อันที่จริงเราบางคนก็ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่นะ ซึ่งมีทั้ง ลงทุนทางตรงและทางอ้อม

  • ลงทุนทางตรง โดยการเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์เพื่อซื้อหุ้นเพื่อลงทุน/เก็งกำไร
  • ลงทุนทางอ้อม โดยการ ซื้อกองทุน RMF / LTF เพื่อลดภาษี

 

สำหรับพวกเราที่มีรายได้ต้องเสียภาษีและเห็นความสำคัญของการลงทุนกองทุน  RMF / LTF เพื่อใช้ลดภาษี การที่เราเลือกนโยบายการลงทุนของกองทุน RMF / LTF ให้เหมาะกับตัวเราตั้งแต่แรกก็เป็นวิธีหนึ่งที่จำกัดความเสี่ยงการลงทุนของเราได้เป็นอย่างดี

 

slide2

กองทุน RMF ซึ่งเป็นกองทุนที่มีเงื่อนไขต้องลงทุนถือยาวไปจนอายุครบ 55 ปี

กองทุน RMF เปิดกว้างการลงทุนสำหรับทุกความเสี่ยง คือ มีทั้งเสี่ยงต่ำมากอย่างกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล ไปจนเสี่ยงสูงมากอย่าง กองทุนทองคำ กองทุนน้ำมัน

สิ่งที่เราเลือกได้ คือ เราสามารถเลือกที่จะลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้ เช่น หากอายุยังไม่มาก มีเวลาลงทุนอีกยาว (เกิน10ปี) ก็สามารถพิจารณาลงทุนกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลาง-สูงได้

ส่วนผู้ที่ใกล้เกษียณก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนเสี่ยงต่ำอย่าง กองทุนพันธบัตร กองทุนตลาดเงิน

 

กองทุน LTF ซึ่งเป็นกองทุนที่มีเงื่อนไขต้องถือลงทุน 7 ปีปฏิทิน

กองทุน LTF มีนโยบายลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจะต้องลงทุนในหุ้นไทย ไม่น้อยกว่า 65% ของเงินกองทุน แต่โดยทั่วไปก็จะลงทุนเกือบ 100% ในตลาดหุ้นไทย ดังนั้นถือว่ากองทุน LTF มีความเสี่ยงตามตลาดหุ้นไทย แต่จะมีรายละเอียดต่างกันในนโยบายการลงทุนของแต่ละกอง

สิ่งที่เราเลือกได้ คือ นโยบายลงทุนของกองทุนเป็นอย่างไร โดยที่พบหลักๆ เช่น

  • ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่
  • ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก
  • ลงทุนในหุ้นปันผล
  • ลงทุนในหุ้นเติบโต
  • ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ 50 อันดับแรก
  • ลงทุนในหุ้นเพียง 70% (กองนี้เสี่ยงต่ำกว่าหาก เทียบกับกองอื่นๆ)

 

หากว่าเราเลือกนโยบายการลงทุนได้เหมาะสมกับระดับการรับความเสี่ยงของเราได้แล้ว ก็ถือว่าเรามาได้ถูกทางแล้ว ต่อไปก็จะเป็นเรื่องจังหวะการลงทุน แม้เรามีเวลาซื้อลงทุนได้ตลอดทั้งปี แต่คำถามที่สำคัญคือ แล้วควรจะซื้อวันไหนดีล่ะ?

จะบอกข่าวดีที่สำคัญข้อหนึ่งของการลงทุน RMF / LTF ให้ฟังว่า “หุ้นตกหนัก คือ โอกาสทอง” ครับ

slide1

เอาง่ายๆ สมมุติว่า นาย A และ นาย B มีรายได้ต่อปี 1,000,000 บาทเท่ากัน แล้วอยากจะลงทุนกองทุน XYZ-LTF เต็มสิทธิที่ 15% ดังนั้น นาย A และ นาย B ก็วางแผนที่จะซื้อกองทุน XYZ-LTF 150,000 บาทในปีนี้ทั้งคู่

 

กรณี 1 : สมมุติตลาดหุ้นเมื่อวาน ทำให้ราคาหน่วยลงทุน(NAV)ของกองทุน XYZ-LTF อยู่ที่  15.0000แล้วนาย A ซื้อ 150,000 บาท จะได้ทั้งหมด 10,000.0000 หน่วย

 

กรณี 2 : สมมุติตลาดหุ้นวันนี้ตกลงแรงมาก ทำให้ราคาหน่วยลงทุน(NAV) ของกองทุน XYZ-LTF ลดลงอยู่ที่ 14.0000 แล้วนาย B ซื้อ 150,000 บาท จะได้ทั้งหมด 10,714.2857 หน่วย

 

เมื่อเวลาผ่านไปจนครบกำหนดที่สามารถขายคืนหน่วยลงทุน LTF ได้แล้ว สมมุติว่า มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน XYZ-LTF เท่ากับ 20.0000 ณ วันที่ทั้งคู่อยากจะขายคืน

นาย A จะขายได้ : 200,000.00 บาท

นาย B จะขายได้ : 214,285.71 บาท

จะเห็นได้ว่า นาย B ที่ซื้อกองทุน XYZ-LTF วันที่หุ้นตกหนักจะได้กำไรมากกว่าเยอะทีเดียว

ส่วนเคล็ดลับเวลาขาย ก็ทำกลับกันคือ ให้ขายกองทุนในวันที่หุ้นขึ้นแรงๆ แล้วจะได้กำไรงามๆ

ติดตามข้อมูลการลงทุนที่น่าสนใจได้ที่
https://www.krungsri.com/bank/th/KrungsriGuru.html

 

กองทุนแบบไหนตอบโจทย์#ฟรีแลนซ์
https://youtu.be/LQ6QiExqxLY

 

บทความนี้เป็น: advertorial

Leave a comment

Filed under การลงทุน, การเก็บออม การบริหารเงิน, Financial Management, LTF, RMF

อยากรู้ไหม ประกันออมทรัพย์ ได้ผลตอบแทนจริงกี่ %

 

วันก่อนไปเดินงาน Money Expo 2016 มี ธนาคาร หลักทรัพย์ ประกันชีวิต มาออกบูทมากมาย กลับจากงาน ลูกค้าที่เราดูแลอยู่ก็มาปรึกษาว่า กำลังจะซื้อประกันแบบออมทรัพย์ แต่ละเจ้าก็บอกว่าของตนเองดี ได้ผลตอบแทนสูง 200% 300% อยากรู้ว่า จริงๆ แล้วมันได้กี่ % กันแน่ เพราะ ระยะเวลาส่งเงิน กับเงินที่ได้คืน แต่ละเจ้าทำไว้ต่างกัน เลยเทียบกันไม่ถูก

 

พี่เขาก็เลยส่งแบบประกันมา 10 กว่าแบบ ผมคำนวณเสร็จ ก็แจ้งกลับไปว่าแต่ละแบบได้ผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) เป็นเท่าไรกันบ้าง แต่ก็ไม่ลืมสำทับกลับไปว่า “พี่ครับพี่อาจไม่จำเป็นต้องเลือกซื้อเฉพาะแบบที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเพียงอย่างเดียว การเลือกระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสมกับพี่ จำนวนเงินที่ส่ง รูปแบบการจ่ายคืนผลตอบแทน ซื้อกับบริษัทประกันที่เชื่อถือได้ และ ที่สำคัญตัวแทนที่ดูแลช่วยเหลือพี่ ก็เป็นสิ่งสำคัญนะครับ”

 

อย่างไรก็ตาม ผมมาคิดว่า น่าจะมีคนที่สนใจอยากรู้ว่าจริงๆ แล้ว ผลตอบแทนการลงทุนในประกันชีวิตแบบออมทรัพย์นั้นคำนวณอย่างไร ลองมาใช้ไฟล์ Excel ที่ผมทำขึ้นนี้มาคำนวณกัน

irr calculation picture

Download file ได้ที่นี่:  easy IRR calculation

 

อย่างที่บอกไปนะครับ ผลตอบแทนที่สูงที่สุด ก็อาจจะไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป

พิจารณาเลือกที่เหมาะกับตนเองด้วยนะครับ ^_^

Leave a comment

Filed under การลงทุน, Financial Management

ลดภาษีอย่างชาญฉลาด

        ช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายก่อนที่ปี 2558 จะผ่านไป ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความสุขสมหวัง

ถ้าทำงานประจำก็ขอให้ได้โบนัส ได้เลื่อนขั้น ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวขอให้ขายดีมีเงินมีทอง

ถ้าเกษียณแล้วขอให้มีสุขภาพแข็งแรงมีความสุขเงินทองใช้จ่ายเหลือเฟือ

 

สำหรับท่านที่มีรายได้และต้องเสียภาษี อย่าลืมใช้สิทธิเพื่อลดหย่อนภาษีกันด้วยนะครับ ผมจะขอให้เกณฑ์เบื้องต้นไว้พิจารณาในการ พิจารณาใช้สิทธิทางภาษีดังนี้นะครับ

1page

รายได้แค่ไหนควรเริ่มวางแผนภาษี

  • ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 400,000 บาท เสียภาษีที่ฐาน 5% และหากมีค่าลดหย่อน อยู่แล้วเช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลดหย่อนบุตร เลี้ยงดูบิดามารดาสูงอายุ ดอกเบี้ยผ่อนบ้าน ฯลฯ อาจเลือกไม่ลงทุนเพิ่มเพื่อลดภาษีก็ได้ เพราะด้วยค่าลดหย่อนที่มีอยู่อาจทำให้ไม่ต้องเสียภาษี หรือ เสียเพียง 5% ซึ่งอาจคุ้มค่าน้อยในการใช้การลงทุนเพื่อลดภาษี

 

  • ผู้มีรายได้ต่อปีเกิน 400,000 บาท เพราะถือเป็นช่วงต้นของผู้ที่เริ่มมีภาระต้องเสียภาษี ที่ฐาน 10% มีความคุ้มค่ามากขึ้นในการวางแผนเพื่อลดภาษีและเป็นการออมเงิน

 

  • ผู้ที่ควรจะต้องวางแผนภาษีอย่างยิ่ง คือผู้ที่มีรายได้ต่อปีเกิน 1,000,000 บาท เพราะจะเป็นผู้เสียภาษีที่ฐาน 15% – 30% ดังนั้นคุ้มค่าที่จะวางแผนภาษีที่สุด

 

คราวนี้ถ้าเรารู้แล้วว่าเราควรจะต้องลงทุนทางการเงินเพื่อลดภาษี เราจะเลือกลงทุนอะไรดี เพราะมีคนมานำเสนอมากมายไม่รู้ว่าอย่างไหนดีกว่ากัน

 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า เงินจำนวนเดียวกันที่ลงทุน เช่น มีเงิน 10,000 บาทที่จะใช้ลงทุนลดภาษี [ ไม่ว่าจะไปลงทุน LTF / RMF / ประกันชีวิต* / ประกันชีวิตแบบบำนาญ / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / ดอกเบี้ยผ่อนบ้าน]  ก็สามารถลดภาษีได้เท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ รูปแบบระยะเวลา ผลตอบแทน ความเสี่ยง ประโยชน์ของสิ่งที่เราลงทุน

 

เครื่องมือทางการเงิน

LTF

คนรู้จักและชอบ มากที่สุด มีจุดเด่นคือ สั้น เสี่ยง

สำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากมีพันธะมาก มีเงื่อนไขหลักคือ ต้องถือหน่วยลงทุนเป็นเวลา 5ปีปฎิทินขึ้นไป (บางคนบอกว่า 3ปี 2วันก็ขายได้) วัยรุ่นมักจะชอบเพราะไม่ชอบผูกพัน จะลงทุนปีไหนก็ได้ ปีไหนไม่มีเงินก็ไม่ลง กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นไทยจึงมีความเสี่ยงได้ลุ้นไปด้วย LTF ลงทุนไม่เกิน 15% ของรายได้

 

RMF

คนอายุน้อยไม่ชอบ แต่คนวัยใกล้เกษียณเสียดายที่ไม่ได้ซื้อมาก่อนและเร่งซื้อเต็มกำลัง

หลายคนบอกว่าไม่เคยคิดถึงRMF เพราะมีเงื่อนไขคือ ขายได้เมื่ออายุ 55ปี (อีกนานนนน ตอนนี้เพิ่งอายุ 30 เอง) และ ถูกบังคับให้ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี(ปีเว้นปีก็ได้) แต่จะบอกว่าคนที่อายุใกล้ 50ปี เปรยให้ฟังว่า รู้งี้ซื้อ RMF เยอะๆ ดีกว่าเพราะ ตัวเองกำลังจะเกษียณถ้ามีเงินรอไว้สัก 3-5ล้านมันจะฟินกว่า (ที่ผ่านมา LTF พอครบก็ขายออกมาใช้หมดแล้วตั้งแต่ช่วงอายุ40-50ปี) แต่RMF ขายไม่ได้มันเลยสะสมจนได้หลายล้านแล้วน่ะสิ^^

 

ประกันแบบออมทรัพย์

ส่วนใหญ่จะซื้อเพราะถูกอ้อนวอนจากสาขา/ตัวแทน ให้ช่วยทำเป้าก่อนสิ้นปี

ประกันออมทรัพย์เหมาะกับคนที่อยากบังคับตัวเองเก็บเงิน มีแบบส่งสั้น 1-10ปี แต่ทุกแบบจะได้เงินคืนทั้งก้อนเมื่อครบ 10ปีขึ้นไป โดยระหว่างทางอาจมีปันผลก้อนเล็กๆ ได้ ภาระผูกพันก็คือ จ่ายเงินก้อนเท่ากันทุกปี ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วพอครบ10ปีก็ได้เงินออมนั้นคืนไป ความคุ้มครองชีวิตได้พอๆ กับเงินที่จ่ายไป +สัก5-10% เบี้ยประกันนำมาลดภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท

 

ประกันแบบบำนาญ

คนยังไม่ค่อยรู้จักและคนที่ซื้อควรจะเป็นคนที่ซื้อประกันแบบธรรมดา 100,000 บาทเต็มวงเงินแล้ว ประกันแบบบำนาญสามารถลดภาษีเพิ่มได้อีกสูงสด 200,000 บาท* แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ (เท่ากับใช้ประกันลดภาษีได้ 300,000 บาท) ข้อดีคือ เหมือนคุณเลี้ยงลูก1คน คุณก็ส่งเสียเขาจนคุณอายุ 55ปี เงินที่ส่งเสียเขาก็เอาไปลดภาษีได้ จากนั้นเมื่อคุณอายุ55ปี เขาก็จะให้เงินเลี้ยงดูคุณจนคุณอายุ 90ปี* (คุณเลี้ยงเขา 10-25ปี และเขาเลี้ยงคุณ 35ปี)

 

จะบอกว่าทุกการลงทุน มันมีข้อดี/ข้อด้อย ดังนั้นขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนว่าเหมาะและชอบแบบไหน

ที่สำคัญคือ พอเรารู้ข้อแตกต่างของแต่ละการลงทุนอย่างนี้แล้ว

เราก็สามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเราที่สุดได้แล้วจริงไหมครับ ^_^

2 Comments

Filed under การเก็บออม การบริหารเงิน, Financial Management

ลงทุนในหุ้นคุณหวังว่าจะได้กำไรเท่าไร

S__20496407

          ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดมาแล้ว 40 ปี ว่ากันว่าผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนคือประมาณ 12% ทบต้น แต่ก็มีปีที่ได้เกิน 100% และ มีปีที่ติดลบมากกว่า 50% ยิ่งหากมองไปที่หุ้นเป็นรายตัว บางตัวราคาเพิ่มขึ้นเป็น หลายพันเปอร์เซนต์ และเช่นกันที่หลายตัวต้องถูกออกจากตลาดโดยนักลงทุนเสียเงินที่ลงทุนไปทั้งหมด

 

สำหรับนักลงทุนแนวเทคนิค อาจจะสามารถทำกำไรในหุ้นได้ วันละหลายรอบ รอบละ 1-5% ถ้าทำได้ทุกวันก็คงจะมีกำไรปีละ 200-1,000% ส่วนนักลงทุนแนววีไอ ก็อาจจะเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีแล้วรอให้ขึ้นไป 200-500% ใน 3-5ปี ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนส่วนใหญ่ก็จะฟังตามๆ กันว่าตัวนั้นตัวนี้จะมา แล้วเข้าไปเก็งกำไรแบบแนวเทคนิค แต่พอผิดพลาดกลับไม่สามารถทำใจตัดขาดทุนซึ่งเป็นหัวใจของนักเล่นหุ้นแนวเทคนิคได้ แต่กลับแปลงกายเป็นนักลงทุนวีไอ(ในหุ้นที่ไม่ใช่วีไอ) ทนถือยาวขาดทุนไป

 

แม้แต่บางคนที่คิดว่าตนเองเป็นวีไอ (กึ่งๆ) อุตส่าห์เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่พื้นฐานดีแต่เพราะมาทีหลังจึงเข้าหุ้นดีที่ราคาแพง(PEสูง) พอถึงช่วงหนึ่งราคาหุ้นกลับไม่ไปไหนและอาจจะมีการย่อลงมาบ้าง ก็พาให้อึดอัดใจ ว่าอุตส่าห์เลือกหุ้นใหญ่พื้นฐานดีแล้วก็ยังทำผลตอบแทนได้ไม่ดี ครั้นจะให้ไปหาหุ้นเล็กๆ กลางๆ ที่กำลังจะมีอนาคตเพื่อจะเป็นหุ้นวีไอ ที่แท้จริงในอนาคตเหมือนหุ้นวีไอรุ่นพี่ ตนเองก็ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ขาด เพราะอนาคตของบริษัทก็ยังไม่เห็นชัดเจนแน่นอน ถ้าไปลงทุนแล้วธุรกิจตั้งไข่ไม่ได้ซะทีก็รู้สึกว่าเงินจม และ มักจะลังเลว่าตนคิดผิดหรือเปล่าที่มาลงทุนกับอนาคตบริษัทที่ยังไม่แน่นอน

 

ที่เกริ่นมาซะเยอะก็อยากจะบอกว่า การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น เสี่ยงมากๆ ก่อนที่คุณจะลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12% ต่อปีในระยะยาวนี้  อยากลองถาม ให้คุณคิดว่า

  • คุณคาดหวังผลตอบแทนการลงทุนต่อปีที่เท่าไร?
  • ช่วง 2-5ปีที่ผ่านมา คุณทำกำไรจากการลงทุนได้กี่เปอร์เซนต์ต่อปี?

 

ถ้าหากทำผลตอบแทนได้น้อยกว่า 12% หรือ แม้แต่น้อยกว่า 20% ต่อปี ผมว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงมากเกินกว่าผลตอบแทนที่ได้ (คือ เสี่ยงมากแต่ได้ไม่มาก)

 

แล้วอย่างนี้จะไปลงทุนอะไรดีล่ะ ฝากเงินนี่ยิ่งได้น้อยใหญ่เลยแค่ 0.5% – 3.0% เงินเฟ้อก็ประมาณ 3% สรุปคือฝากเงินไปก็เหมือนไม่ได้อะไรเพิ่ม

 

จริงอยู่ตลาดการเงิน บ้านเรามันอยู่ 2 ฝั่งสุดขั้วกันอยู่ ก็คือ

  • ถ้าเล่นหวย เล่นหุ้น ผลตอบแทนสูง และ ความเสี่ยงจะสูงมาก
  • ส่วนถ้าฝากเงิน ผลตอบแทนก็จะต่ำมาก แต่ก็มีการรับรองว่าเงินไม่หายไปไหน

 

หลายคนอยากจะรับความเสี่ยงบ้าง โดยหวังว่าจะได้ผลตอบแทน ค่อนข้างดีผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่พยายามมองหาการลงทุนดังว่านี้ และตอนนี้ผมก็พบแล้วว่ามีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอยู่ในช่วง 5-10% โดยความเสี่ยงกลางๆ พอรับได้นั่นคือ การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และ สิทธิการเช่าต่างๆ

 

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ขอเปรียบเทียบกับการมีบ้านเช่า ดังนี้ว่า สมมุติ ผมมีเงิน 1,000,000 บาท ผมสามารถซื้อทาว์นเฮาส์หลังหนึ่งสัก 8 แสนบาท รวมค่าโอนค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้วรวมๆ เป็น1ล้านครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แล้วผมปล่อยเช่าได้เดือนละ 6,000 บาท เป็นปีละ 72,000 บาท หรือผลตอบแทนปีละ 7.2%

 

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกันคือจะนำเงินที่รวบรวมได้ไปลงทุน ในสินทรัพย์คือ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โกดัง ตึก แล้วปล่อยเช่าโดยมีรายรับจากค่าเช่า ซึ่งผลตอบแทนค่าเช่าที่ได้ก็อยู่ที่ 5-15% ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้ก็จะเฉลี่ยอยู่ในช่วงนี้ ในแง่ความเสี่ยงก็มีกรณีที่ผู้เช่าไม่เช่าต่อ หรือ ทรัพย์สินเสียหายเช่นไฟใหม้ แต่โดยมากกองทุนจะกระจายการลงทุนออกไปหลายๆ อาคาร ก็จะลดความเสียหายใหญ่ๆ ได้

 

โดยสรุปก็คือ

หากต้องการความมั่นคงปลอดภัยในการลงทุนแบบเต็มที่ก็ลงทุนใน เงินฝาก ซึ่งเสียงน้อย และได้ผลตอบแทนน้อยมาก แต่หากอยากได้ผลตอบแทนมากขึ้น ลงทุนแล้วกินได้นอนหลับได้กำไรสม่ำเสมอพอสมควร ก็แนะนำให้ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่หากอยากวัดดวงกล้าได้กล้าเสีย คิดว่าถ้าจะรวยมันต้องมีดวง ก็แนะนำให้ ลงทุนในหุ้น และ ซื้อหวยครับ  ขอให้โชคดีและมีความสุขในการลงทุนนะครับ^_^

Leave a comment

Filed under การลงทุน, การเก็บออม การบริหารเงิน, หุ้นล้วนๆ, Financial Management

วางแผนการเงินกับการฟิตหุ่น

IMG_3200

ช่วงนี้ผมกำลังหลงไหลได้ปลื้มกับการออกกำลังกายในฟิตเนส

ทั้งที่เกือบ 20 ปีแล้วที่ห่างหายไปจากการออกกำลังกาย

เพราะการเรียนที่มากขึ้น พอเรียนจบก็มีเรื่องการงาน สังคม

ทำให้ไม่ได้มีโอกาสออกกำลังกาย

แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงข้ออ้างของคนขี้เกียจอย่างผมมากกว่าครับ^^

 

จนวันหนึ่งได้คุยกับพี่สาวและถูกถามว่าถ้าหากมีเงินพร้อม

งานการนิ่ง ทุกอย่างโอเคแล้วอยากจะทำอะไร?

ผมก็บอกว่าอยากจะหันมาดูแลตัวเองโดยการออกกำลังกาย

พี่สาวก็บอกว่า ถ้างั้นจะรออะไรอ่ะ เริ่มเลยสิ

ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เข้าฟิตเนส

 

คราวนี้หลังจากออกกำลังกายไปได้สักพักหนึ่งก็พบว่า

มันมีแนวคิดในการออกกำลังกายที่คล้ายๆ กับการวางแผนการเงิน

ที่ผมมักจะแนะนำให้เพื่อนๆ ลองมาดูกันว่าผมได้แง่คิดอะไรบ้าง

 

การออกกำลังกายควรมีแผน การวางแผนการเงินก็เช่นกัน

– ผมออกกำลังกายโดยการซิทอัพ วิ่งสายพาน ยกเวทเล่นแขน

ไหล่ หลัง ขา หน้าท้อง ฯลฯ ทำทุกท่าที่นึกออกในการเล่นแต่ละครั้ง สรุปคือเล่นมั่ว

ผลคือ วันต่อไป ออกกำลังกายใดๆ แทบไม่ได้เพราะทุกส่วนปวดไปหมด

ที่จริงควรจะวางแผนเล่นไปวันละ 1-3ส่วน จะได้พักและสลับเล่นส่วนอื่นในวันต่อไป

 

– การวางแผนการเงินเช่นกัน ถ้าไม่ได้วางแผนอะไรเลย

ได้เงินเดือนมานึกอะไรออกก็นำไปใช้กับสิ่งนั้นหมด

หรือนำไปออมผิดที่ผิดทาง พอเงินหมดค่อยมานั่งนึกเสียดายที่ไม่ได้วางแผน

 

ตอนเริ่มต้นเจ็บปวดชวนท้อ

-ครั้งแรกที่เพื่อนมาสอนให้ยกดัมเบล เขาส่งลูกเหล็กหนักมากให้สองลูก

พร้อมบอกท่าการยก พอเราเริ่มยกดูก็ได้ประมาณ 3 ครั้งแบบแขนสั่นสะท้าน

เพื่อนก็บอกว่า อะไรกันแค่นี้เองต้องฝืนนะ

อย่างน้อยต้องยกเป็นเซ็ต 10 ครั้ง ทำ 3 เซ็ต เราก็พยายามต่อจนได้ 10 ครั้ง

น้ำตาแทบเล็ดปวดแขนแบบสุดๆ ในใจก็คิดไปว่าก็นายเล่นทุกวันเลยยกได้จนชิน

แต่เรายกครั้งแรกในรอบ 20 ปีได้แค่นี้ก็ดีแล้ว

แม้ว่าสิ่งที่เพื่อนแนะนำจะให้ผลลัพท์สุดท้ายที่ดีถ้าเราทำได้

 

– การวางแผนการเงินก็เช่นกัน บางคนที่มาวางแผนการเงิน

มีรายได้ สมมุติว่า  50,000 บาทต่อเดือน

ถ้าเราไม่ได้พิจารณารายจ่ายที่จำเป็นของเขาและ แนะนำว่า

ให้เก็บเดือนละ 5,000 บาท เพื่อเขาจะได้มีเงินออม

จากที่ทำงานมาหลายปีไม่มีเงินออมเลย แต่เขาอาจจะต้องเจ็บปวดเช่นกัน

เพราะอาจจะต้องลดเงินที่ส่งให้แม่ใช้ ลดเงินที่ส่งน้องเรียน หรือ

เพียงแค่ลดเงินส่วนที่ใช้ฟุ่มเฟือยมาออม

ดังนั้นควรจะต้องพิจารณาความจำเป็นของแต่ละคนคู่กันก่อนให้คำแนะนำ

 

ขื่นชมผลสำเร็จระหว่างทาง

– คนที่ออกกำลังกายแต่ละคนก็มีจุดประสงค์ ต่างกันบางคนอยากสุขภาพดี

บางคนอยากหุ่นดี บางคนอยากมีกล้ามสวย

บางคนอยากเพื่อลดพุงลดไขมันที่ห้อยย้อย ฯลฯ

ก่อนเริ่มเราก็จะมีจุดที่เรายังไม่พอใจต่างๆ นาๆ

เมื่อเราออกกำลังกายไปสักพัก ก็จะเริ่มเห็นว่า ห่วงยางรอบเอวลดลง

หน้าท้องแบนราบ วิ่งได้อึดขึ้น กล้ามแขน อก ท้อง เริ่มมา

คราวนี้ก็เลยอยากจะโชว์หรือแสดงให้คนอื่นเห็นว่า

ออกกำลังกายแล้วได้ผลนะ ดูสิ รูปร่างดูดีขึ้นใช่ไหม

ก็เลยเริ่มถ่ายรูปโพสลงFB Instragram คนที่ออกกำลังกายเหมือนกันดูแล้วก็ชื่นชม

ส่วนคนที่ยังไม่ได้สนใจก็ดูแล้วขำๆ แต่ถ้าดูบ่อยก็อาจจะรำคาญได้

แต่สิ่งนี้ก็เป็นกำลังใจให้คนที่ออกกำลังกายได้รู้สึกว่า

ทำแล้วได้ผล ยิ่งมีคนมาชมยิ่งมีกำลังใจ

 

– ด้านวางแผนการเงินก็เช่นกัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า

แต่การที่ได้คุยกับเพื่อนว่า ได้เริ่มเก็บออมเงินได้แล้วนะ

เรามีประกันคุ้มครองเพื่อความมั่นคงของครอบครัวแล้วนะ

มีการลงทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ LTF RMF เพื่อประหยัดภาษี

มีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดี มีแผนออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณแล้วนะ

ต่างๆ เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นกำลังใจใน ด้านการวางแผนการเงินเช่นกัน

  

ถ้าอยากสำเร็จเร็จจะต้องมีตัวช่วย

-หากเราต้องการออกกำลังกายชิลล์ๆ แบบแค่ได้เหงื่อแล้วสดชื่น

อย่างนี้ก็คงไม่ต้องมีตัวช่วยอะไรมาก เพียงแค่แต่งกายให้พร้อมมีเวลาและทำต่อเนื่อง

แต่หากต้องการลดหุ่น สร้างกล้างเนื้ออย่างจริงจัง อย่างนี้ก็จะเริ่มมี ตัวช่วยเข้ามา เช่น

ควรศึกษาหาความรู้จากแหล่งข้อมูลในหนังสือ ในอินเตอร์เน็ท

มีเทรนเนอร์มาช่วยแนะนำ การออกกำลังกายหรือแม้แต่ ช่วยตามให้มาออกกำลังกาย

จะต้องมีการควบคุมอาหาร/เสริมอาหาร อย่างเหมาะสม

ต้องมีตารางการออกกำลังกายอย่างชัดเจน และทำอย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ

 

– ด้านการวางแผนการเงินก็เช่นกัน ที่ผ่านมา

เราอาจจะรู้เรื่องการลงทุนเพียงแค่การฝากเงินไว้ในธนาคาร

ส่วนเรื่องยากๆ เช่น กองทุน ประกัน หุ้น อสังหา ธุรกิจ นั้น

ไม่เคยรู้และไม่มีเวลาศึกษา ถ้าอย่างนี้การมีที่ปรึกษาทางการเงินก็ช่วยได้

เพราะเขาสามารถช่วยให้คำแนะนำเบื้องต้น ให้ความเห็นเปรียบเทียบ

รวมทั้งช่วยดูแลภาพรวมการวางแผนการเงินให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินได้

 

ควรจะเริ่มต้นเมื่อไร

คำแนะนำของผมคือ “ควรจะเริ่มวันนี้เลยครับ”

หมายความว่า วันที่คุณได้อ่านได้ฟังข้อมูลที่สร้างแรงบันดาลใจให้ออกกำลังกาย

หรือ ให้วางแผนการเงิน คุณมักจะมีจิตใจฮึกเฮิมและบอกกับตัวเองว่า

“โอ้ว คุณได้พบกับสิ่งนี้ และมันจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล”

แต่สุดท้ายการไม่ได้เริ่มในตอนนั้นก็ทำให้คุณลืมมันไปครั้งแล้วครั้งเล่า

 

-ถ้าคุณคิดว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องดีและจะเริ่มออกกำลังกาย

ผมแนะนำให้คุณไปเปลี่ยนชุดและออกกำลังกาย 30 นาทีเดี๋ยวนี้เลย
และคุณจะเข้าใจได้ทันที

 

-ถ้าคุณอยากวางแผนการเงิน คุณเตรียมเอกสารไปเปิดบัญชีเพิ่มอีก 1 บัญชี

และเอาเงิน 5-10% ของเงินเดือนคุณ (คิดซะว่า เป็นเงินที่ได้จากการ

งดกินอาหารตามห้างสัก 2 มื้อ งดกาแฟสัก 1สัปดาห์) ใส่เข้าไปในบัญชีเริ่มต้นนี้ทันที

พอวันนี้ของเดือนหน้า ก็ใส่เงินไปอีกจำนวนเท่ากันทำไปทุกเดือน ครบปีคุณก็จะเข้าใจเอง

 

ขอให้สุขสมหวังมีสุขภาพกายและสุขภาพการเงินที่ดีนะครับ ^_^

1 Comment

Filed under Financial Management

ก่อนรีไฟแนนซ์บ้านต้องเตรียมตัวอย่างไร  (Home Loan)

Sep_010 (1)

เมื่อเราเติบโตขึ้น และต้องสร้างครอบครัว ที่พักอาศัย หรือบ้านเป็นสิ่งที่จำเป็น ยิ่งเพื่อนๆที่อยู่ในวัยทำงาน เริ่มซื้อบ้านแล้ว ต้องเป็นหนี้ผ่อนบ้านเสียดอกเบี้ยแพงๆ กันหัวโตเลยใช่ไหมครับ และบางทีเราก็ต้องทนกับดอกเบี้ยผ่อนบ้านที่ค่อนข้างสูง และเมื่อเพื่อนๆ เจอธนาคารรายใหม่ๆ ที่ให้ดอกเบี้ยถูกลง ก็คงอยากจะรีไฟแนนซ์บ้านกันใหม่ใช่ไหมครับ แต่ก่อนจะขอรีไฟแนนซ์ ผมอยากให้เพื่อนๆได้เตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนที่จะขอรีไฟแนนซ์ใหม่ เพื่อให้การรีไฟแนนซ์ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่นนะครับ

ก่อนรีไฟแนนซ์  เราก็ควรมาเข้าใจถึงความหมายของการทำรีไฟแนนซ์กันนะครับ โดยรีไฟแนนซ์ หมายถึง การชำระเงินกู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดด้วยเงินกู้ใหม่ และใช้สินทรัพย์ตัวเดิมเป็นหลักประกัน โดยขอกู้เงินจากสถาบันการเงินแห่งใหม่เพื่อนำไปปลดภาระเงินกู้เก่าที่มีอยู่ เช่น รีไฟแนนซ์ในกรณีที่เราผ่อนบ้าน คอนโด ซึ่งหนี้ก้อนเดิมที่มีอยู่อัตราดอกเบี้ยสูง หรือต้องจ่ายเงินงวดต่อเดือนสูง เป้าหมายของการรีไฟแนนซ์ เพื่อเราจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง, ค่างวดที่ต้องจ่ายต่อเดือนลดลง โดยอาจจะขอกู้จากสถาบันทางการเงินที่เป็นเจ้าหนี้รายเดิมหรือเป็นสถาบันการเงินเจ้าใหม่ก็ได้ ซึ่งการรีไฟแนนซ์ที่ถูกต้องจะต้องเป็นการกู้เงินที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้กู้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมสุทธิทั้งหมดกับหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมก่อนหน้านี้ครับ

เมื่อจะทำการรีไฟแนนซ์ เพื่อนๆ ควรจะศึกษาคุณสมบัติของผู้ขอรีไฟแนนซ์กันก่อนนะครับ ว่าเรามีคุณสมบัติที่จะสามารถขอรีไฟแนนซ์ได้หรือไม่ครับ โดยสถาบันการเงินหลายๆ แห่งกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรีไฟแนนซ์ คือ ผู้ขอรีไฟแนนซ์จะต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ คือมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 65 ปี หรือไม่เกินอายุปลดเกษียณตามที่กฎหมายกำหนดเฉพาะหน่วยงาน เช่น เช่น ข้าราชการอัยการ ผู้พิพากษา, เป็นผู้มีสัญชาติไทย,  มีเงินเดือนหรือรายได้ประจำที่แน่นอน, มีความสามารถที่จะชำระหนี้เงินกู้ได้  ที่สำคัญต้องไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้มาก่อน ถ้าหากมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ให้แสดงหลักฐานการปรับปรุงหนี้ และชำระหนี้เสร็จสิ้นก่อนวันขอรีไฟแนนซ์นะครับ

และเพื่อนๆ ควรเตรียมเอกสารรีไฟแนนซ์บ้านไว้ให้เรียบร้อยก่อนจะขอรีไฟแนนซ์ ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้ มีดังนี้

  • สำเนาบัตรประชาชน/รัฐวิสาหกิจ/ข้าราชการพร้อมฉบับจริง
  • สำเนาทะเบียนบ้าน ทุกหน้า ทุกคนพร้อมฉบับจริง
  • สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ในมรณะบัตร/ใบแจ้งความแยกกันอยู่ พร้อมฉบับจริง
  • สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรสพร้อมฉบับจริง
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล(ถ้ามี)พร้อมฉบับจริง
  • ใบรับรองเงินเดือน (ฉบับจริง) หรือ หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการข้อตกลง (ฉบับจริง)
  • สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับรองเงินเดือนปัจจุบัน 3 เดือน ย้อนหลัง(ฉบับจริง )
  • สำเนาบัญชีเงินฝากแสดงรายการย้อนหลัง 6 เดือน หลักฐานแสดงฐานะการเงินอื่น ๆ พร้อมฉบับจริง
  • สำเนาทะเบียนการค้า/ทะเบียนบริษัท/ห้างหุ้นส่วนฯ(ภงต.90, 91, ทวิ 50, หนังสือหักภาษี ณ ที่จ่าย) (ใช้ในกรณีเพื่อนๆ ประกอบธุรกิจ)
  • หลักฐานการเสียภาษีเงินได้พร้อมใบเสร็จตัวจริงจากกรมสรรพากร ย้อนหลัง 6 เดือน (ใช้ในกรณีเพื่อนๆ ประกอบธุรกิจ)
  • รูปถ่ายกิจการ จำนวน 3-4 รูป (ใช้ในกรณีเพื่อนๆ ประกอบธุรกิจ)
  • สำเนาในประกอบวิชาชีพ, ในอนุญาตประกอบการ (ใช้ในกรณีเพื่อนๆ ประกอบอาชีพส่วนตัว)
  • ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 24 เดือน(กรณีไถ่ถอน)
  • สำเนาโฉนดที่ดิน/นส.3ก/หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด/อช.2(2ชุด) พร้อมรับรองจาก สนง.ที่ดิน

นอกจากนี้เพื่อนๆ ควรตระเตรียมเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ด้วยนะครับ  ซึ่งควรเก็บเงินไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนจะทำการรีไฟแนนซ์ เพราะค่าใช่จ่ายเยอะพอควรเลยครับ โดยมีค่าใช้จ่ายต่างๆดังนี้ครับ

  • ค่าเบี้ยปรับในกรณีผู้กู้ไถ่ถอนก่อนกำหนด ต้องเสียค่าปรับเฉลี่ยในอัตราตั้งแต่ 1 – 5% ของวงเงิน ที่ขอกู้ หรือยอดเงินต้นคงเหลือ
  • ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ ธนาคารส่วนใหญ่จะคิดประมาณ 0 – 3% ของวงเงินกู้
  • ค่าประเมินราคาหลักประกันประมาณ 0.25 – 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน กรณี รีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินเดิมอาจไม่ต้องจ่ายค่าประเมิน
  • ค่าทำประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000 บาท ต่อบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับธนาคารเก่าและใหม่แต่ละแห่ง จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร
  • ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง จำนวน 1% ของวงเงินที่ขอกู้
  • ค่าอากรสแตมป์ จำนวน 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่
  • ค่าไถ่ถอน จ่ายให้กับสำนักงานที่ดิน
  • ค่าจดจำนอง จ่ายให้กับสำนักงานที่ดิน (1% ของยอดกู้ใหม่หรือยอดประเมิน)
  • ค่าพยาน จ่ายให้กับสำนักงานที่ดิน
  • ค่าสรุปยอดหนี้
  • ค่าออกเช็ค

เมื่อเพื่อนๆ ทราบข้อมูลในการเตรียมตัวรีไฟแนนซ์  และเตรียมตัวให้พร้อมแล้วก็ไปติดต่อธนาคารที่เพื่อนๆ สนใจจะขอรีไฟแนนซ์  ได้เลยครับ ผมมั่นใจว่าถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว ย่อมขอรีไฟแนนซ์ ได้ผ่านแน่นอนครับ เหมือนคำกล่าวที่ว่า เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่งครับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsri.com/bank/th/KrungsriGuru/Money-Tips/201506/17263.html

บทความนี้เป็น: advertorial

Leave a comment

Filed under Financial Management